วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล
ขั้นตอนที่1 การพัฒนานวัตกรรม
1. ศึกษาหลักสูตรและวิเคราะห์ปัญหา
2. ศึกษาแนวคิดและหลักการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
3. ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้
4. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
5. ตรวจสอบและปรับปรุงนวัตกรรม
ขั้นตอนที่ 2 : การนำนวัตกรรมไปใช้ (P/A/O/R)
P : Plan (การวางแผน)
1. วิเคราะห์ปัญหาและความสามารถด้านการอ่านและการเขียนคำคล้องจองของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 3
2. กำหนดจุดประสงค์และเป้าหมายในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำคล้องจอง
3. วางแผนการจัดกิจกรรม Active Learning ให้สอดคล้องกับความสามารถและความแตกต่างระหว่าง
บุคคลของนักเรียน
4. เตรียมแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ นวัตกรรม ใบงาน และเครื่องมือวัดและประเมินผล
A : Action (การลงมือปฏิบัติ)
1. นำนวัตกรรมไปใช้ในการจัดการเรียนรู้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2. จัดกิจกรรมโดยเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริง
3. ให้นักเรียนฝึกอ่านคำคล้องจองผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย
4. ให้นักเรียนฝึกเขียนและสร้างคำคล้องจองด้วยตนเอง
5. จัดกิจกรรมรายบุคคลและรายกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน
O : Observation (การสังเกตและติดตามผล)
1. สังเกตพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของนักเรียนระหว่างทำกิจกรรม
2. ตรวจสอบความถูกต้องในการอ่านคำคล้องจองของนักเรียน
3. ตรวจผลงานและใบงานด้านการเขียนคำคล้องจอง
4. บันทึกปัญหาและข้อผิดพลาดที่พบระหว่างการจัดกิจกรรม
5. ติดตามพัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคล
R : Reflection (การสะท้อนผลและปรับปรุง)
1. วิเคราะห์ผลการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียน
2. สะท้อนผลการจัดกิจกรรมเพื่อค้นหาจุดเด่นและปัญหาในการดำเนินงาน
3. ปรับปรุงกิจกรรม สื่อ และวิธีการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียน
4. จัดกิจกรรมเสริมสำหรับนักเรียนที่ยังมีปัญหาด้านการอ่านและการเขียนคำคล้องจอง
5. นำผลการสะท้อนและข้อเสนอแนะไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป
นวัตกรรมเรื่อง “การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำคล้องจองโดยใช้กระบวนการ Active Learning ร่วมกับการระดมสมองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านต้นไทร” ผู้สอนได้กำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กระบวนการ Active Learning ร่วมกับ เทคนิคการระดมสมอง (Brainstorming) และพัฒนาเป็น “AL-BRAIN Model” ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างเป็นขั้นตอน
A – Activate (กระตุ้นความสนใจ) ผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียนโดยใช้คำถาม ภาพ ตัวอย่างคำ หรือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคำคล้องจอง เพื่อกระตุ้นความสนใจและเชื่อมโยงความรู้เดิมของผู้เรียน
L – Learn Together (เรียนรู้ร่วมกัน) ผู้เรียนร่วมกันระดมสมอง แสดงความคิดเห็น และค้นหาคำที่มีเสียงหรือรูปแบบการคล้องจอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมอย่างอิสระ
B – Build Knowledge (สร้างองค์ความรู้) ผู้เรียนศึกษาและสังเกตตัวอย่างคำคล้องจอง ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกเขียน และทำกิจกรรมหรือเกมการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะ
R – Reflect & Share (แลกเปลี่ยนเรียนรู้) ผู้เรียนนำเสนอคำตอบหรือผลงานของตนเอง อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับคำคล้องจอง
A – Apply (ประยุกต์ใช้) ผู้เรียนนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปสร้างหรือเขียนคำคล้องจองในรูปแบบต่าง ๆ และนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์หรือกิจกรรมใหม่
I – Improve (ปรับปรุงและพัฒนา) ผู้เรียนตรวจสอบผลงานของตนเองและร่วมกับเพื่อนหรือครูพิจารณาความถูกต้อง พร้อมทั้งแก้ไขและพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น
N – Notice & Evaluate (ประเมินผล) ผู้สอนประเมินความรู้และทักษะการอ่านและการเขียนคำคล้องจองของผู้เรียน รวมทั้งประเมินการมีส่วนร่วมและเจตคติต่อการเรียนรู้ เพื่อนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียนต่อไป
ขั้นตอนที่ 3 : การประเมินผลการใช้นวัตกรรม
1. ด้านความรู้และความเข้าใจ
ประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำคล้องจอง ความสามารถในการจำแนกและจับคู่คำที่คล้องจอง กันเพื่อพิจารณาพัฒนาการด้านความรู้ของผู้เรียน
2. ด้านทักษะการอ่านและการเขียน
ประเมินจากการทำใบงานและชิ้นงานของนักเรียน โดยพิจารณาความสามารถในการเปรียบเทียบผล การอ่านและการเขียนก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม
3. ด้านพฤติกรรมและการมีส่วนร่วม
ใช้แบบสังเกตพฤติกรรมระหว่างการจัดกิจกรรม โดยพิจารณาการมีส่วนร่วมใน การตอบคำถาม ทำ กิจกรรม และความตั้งใจในการฝึกอ่านและเขียน
4. การวิเคราะห์ผล
นำข้อมูลจากแบบทดสอบ ใบงาน ชิ้นงาน และแบบสังเกตพฤติกรรมมาวิเคราะห์ โดยเปรียบเทียบผล การเรียนรู้ ก่อนและหลังการใช้นวัตกรรม และวิเคราะห์พัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคลและภาพรวมของ ชั้นเรียน
5. เกณฑ์ความสำเร็จ
นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 สามารถอ่านและเขียนคำคล้องจองได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด